***************

              จะเห็นได้ว่าฤดูร้อนปีนี้มาเร็วกว่าทุกครั้งและมีแนวโน้มที่อุณหภูมิจะสูงขึ้นมากกว่าเดิมอีกด้วย และสิ่งที่มักจะมาเยือนพร้อมกับฤดูร้อน นั่นก็คือ  โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ซึ่งโรคที่มาพร้อมกับอากาศร้อนอบอ้าวเช่นนี้ ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ บิด อหิวาตกโรค พิษสุนัขบ้า และโรคลมแดด เป็นต้น ดังนั้น เรามารู้มารู้จักวิธิดูแลและป้องกันตัวเองจากโรคต่าง ๆ ในช่วยฤดูร้อนกันค่ะ

               ปรับพฤติกรรมการบริโภค   ในช่วงอากาศร้อนอบอ้าว มักจะทำให้อาหารเกิดการบูดเน่าเสียได้ง่ายกว่าปกติ เราจึงควรเลือกทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ และสะอาดอยู่เสมอ โดยเฉพาะการทานอาหารตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ควรพิถีพิถันในการเลือกรับประทานอย่างมากค่ะ นอกจากนี้ ควรหมั่นสังเกตวันหมดอายุของอาหารอยู่เสมอ ถ้าไม่อยากนอนซมเพราะท้องเสียหรืออาหารเป็นพิษ และควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6 - 8 แก้ว เพื่อทดแทนการสูญเสียน้ำภายในร่างกาย

              ปรับสภาพแวดล้อมบริเวณที่อยู่อาศัย  หมั่นทำความสะอาดบ้าน กำจัดขยะ เศษอาหาร เพื่อไม่ให้กลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค นอกจากนี้ ควรเก็บอาหารไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิดเพื่อป้องกันแมลงวัน ซึ่งเป็นพาหะนำเชื้ออหิวาตกโรคมาสู่เราได้  สำหรับผู้ที่มีสัตว์เลี้ยงก็อย่าลืมนำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าไว้แต่เนิ่น ๆ นะคะ

              ปรับพฤติกรรมการอยู่กลางแจ้ง  ควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่อากาศร้อนอบอ้าว โดยเฉพาะในช่วงเวลา 10.00 - 15.00 น. เพื่อหลีกเลี่ยงโรคลมแดด ซึ่งโรคดังกล่าวจะทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้นมาก รวมทั้งระดับความดันโลหิตลดลง เกร็ง ชัก จนถึงขั้นหมดสติ และอาจทำให้ผู้ป่วยพิการได้จากสภาวะประสาทไม่ทำงาน หรืออาจเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการเยียวยาอย่างทันท่วงที ดังนั้น หากมีความจำเป็นต้องออกจากบ้านในช่วงที่แดดจัด ควรสวมเสื้อผ้าที่สามารถระบายความร้อนได้ดี ใช้โลชั่นกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟตั้งแต่ 15 ขึ้นไป และดื่มน้ำเย็นสัก 1 - 2 แก้ว ก่อนออกนอกบ้าน เป็นต้น

             หมั่นดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ เลือกทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ และทำจิตใจให้สงบเยือกเย็น เชื่อแน่ว่า ถึงแม้อากาศจะร้อนอบอ้าวเพียงใด ก็ไม่สามารถบั่นทอนร่างกายและจิตใจของเราได้อย่างแน่นอนค่ะ

ที่มา : http://www.pr-ddc.com

 

edit @ 31 Mar 2009 09:45:53 by ศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองใหม่บางพลี

 *********>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

1. ฟังเพลง หามุมสงบ
นั่งปล่อยใจให้ล่องลอยอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วฟังเพลง เบา ๆ โดยเฉพาะเพลงจำพวก Meditation ซึ่งเดี๋ยวนี้มีให้เลือกหลากหลายแบบตามความต้องการ ทั้งเสียงของดนตรี บรรเลงหรือเสียงธรรมชาติ จำพวกเสียงคลื่น..เสียงน้ำตก..เสียงนกร้อง รับรองว่าจะช่วยสร้างสมาธิให้กลับคื่นสู่สมองและจิตใจได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ในช่วงระยะเวลาเพียงสั้นๆ เชียวล่ะ
2. ฉายเดี่ยวดูภาพยนตร์
ขอแนะนำให้ฉายเดี่ยวแล้วตีตั๋วดูหนังดีๆ สักรอบ เพราะการไปดูหนังเนี่ยเป็นวิธีที่เวิร์คที่สุดที่จะปลดปล่อยความรู้สึกให้ ล่องลอยอย่างเป็นอิสระไม่จมอยู่กับปัญหา แถมระบายความอัดอั้นตันใจได้อย่างเห็นผล แต่ต้องถามตัวเองก่อนนะว่ากำลังอยู่ในอารมณ์ไหน เช่น ถ้าอยากร้องไห้ก็ไปดูหนังรักเศร้าเคล้าน้ำตาแล้วก็ร้องไห้ออกมาซะให้พอ หรือถ้าเครียดจัดก็จงไปดูหนังตลกแล้วหัวเราะให้หลุดโลกไปเลย
3. โทรหาเพื่อนรู้ใจ
อย่าคิดว่าตัวเองจะแก้ปัญหาทุกปัญหาได้ดีไปซะหมด หัวใจสาวมั่นแม้จะแกร่งเพียงใดก็ยังต้องการที่พึ่งพิงเสมอ ยกหูโทรศัพท์หาเพื่อนรู้ใจสันคนแล้วระบายความรู้สึกให้เพื่อนได้รับรู้ เพราะการมีคนรับฟังและให้คำปรึกษา จะทำให้ชีวิตที่เอียงกะเท่เร่เริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น อย่างน้อยก็ยังรู้สึกว่า ไม่ได้แบกปัญหาอยู่คนเดียวในโลกไงล่ะ
4. เขียนไดอารี่
การเขียนไดอารี่เปรียบเสมือนการเปิดประตูอารมณ์ที่ปล่อยให้ความอัดอั้นตันใจต่างๆ ได้ไหลลงสู่หน้ากระดาษอย่างเป็นอิสระและเป็นส่วนตัวที่สุด เพราะการถ่ายเทความรู้สึกในใจออกมา จะทำให้จิตใจปรับสมดุลได้เร็วขื้น อีกทั้งระหว่างการเขียนไดอารี่นั้นยังถือเป็นการทบทวนความรู้สึกตัวเองที่ดี ที่สุดด้วย ส่วนข้อดีสุดเลิศอีกข้อก็คือ ไดอารี่เป็นเพื่อนสนิทที่ไว้ใจได้ที่สุด เพราะรับฟังเราเสมอและไม่เคยเอาความลับไปบอกต่อไงล่ะ
5. พลังแห่งการสัมผัส
ลองมองหาใครสักคนช่วยโอบกอดหรือสัมผัสเบา ๆ เวลารู้สึกเหนื่อยล้าดูสิ เพราะร่างกายคนเราเวลาถูกสัมผัสเนี่ย จะทำให้เกิดฮอร์โมนที่ชื่อ "อ๊อกซี่โทชิน" ซึ่งมีผลในการลดระดับความเหนื่อยและความเครียด ช่วยให้ร่างกายที่กำลังอ่อนล้ารู้สึกผ่อนคลายได้อย่างไม่น่าเชื่อ
6. สร้างอารมณ์ขัน
พยายามมองหาเพื่อนที่มีอารมณ์ขันช่วยกระตุ้นจิตใจที่แสนห่อเหี่ยวให้หัวเราะได้อีกครั้ง เพราะคนที่หัวเราะง่ายจะมีสุขภาพจิตที่ดี เนื่องจากการหัวเราะจะช่วยลดความดันโลหิตและระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลลง (ฮอร์โมนคอร์ติซอล = ฮอร์โมนแสดงความเหนื่อยล้าในกระแสเลือด) แถมยังช่วยเสริมสร้างระดับของ "อิมโมโนโกลบูลินเอ" ซึ่งเป็นสารแอนตี้บอดี้ที่สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายอีกด้วยนะ เพราะฉะนั้นหัวเราะเข้าไว้ แล้วจะดีเอง
7. สูดกลิ่นหอม
รู้หรือเปล่าว่า...กลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์มีผลในการช่วยปลุกประสาทสัมผัสให้สดชื่นตื่นตัว แถมยังกระตุ้นพลังงานในจิตใจได้เป็นอย่างดี เวลาเครียด ๆ ก็ลองสูดกลิ่นหอมของดอกไม้สิ อย่างกลิ่นกุหลาบ มะลิ ลาเวนเดอร์ หรือจะหยดน้ำมันหอมระเหยในน้ำอุ่นกำลังดี แล้วนอนแช่ตัวให้เพลินสักครึ่งชั่วโมงก็ได้ กลิ่นหอมจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้อย่างบอกไม่ถูกเชียวล่ะ
8. ไปตากอากาศ
หาเวลาหลบไปสูดอากาศบริสุทธิ์กับชีวิตท่ามกลางธรรมชาติสักพัก สิ หายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆ ปล่อยสมองให้ว่างที่สุด แล้วก็นอนให้มากที่สุดเท่าที่อยากจะนอน เพราะบางทีความรู้สึกเหนื่อยล้าและหดหู่แบบไม่ทราบสาเหตุเนี่ยมันมาจาก ชีวิตที่ยุ่งเหยิงจนเกินไป เพราะฉะนั้นหลบไปนอนตากน้ำค้างดูดาวเสียบ้าง หัวใจจะได้ชาร์จพลังได้ดีขึ้น
9. หาสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อน
ลองหาสัตว์เลี้ยงสักตัวมาเป็นเพื่อนเล่นก็ไม่ เลวนะ เพราะการให้เวลากับสัตว์เลี้ยงตัวโปรด คุยเล่น หยอกล้อกับมันเสียบ้าง จะช่วยให้จิตใจอันแสนจะฟุ้งซ่าน สงบลงได้ แถมรู้จักการให้และมองโลกในแง่ดีมากขึ้นอีกต่างหาก ที่สำคัญยังช่วยลดความดันโลหิตได้อีกด้วยนะ
10. จินตนาการแสนสุข
อีกทางเลือกสำหรับการบรรเทาความหดหู่ในส่วนลึก เป็นการดึงตัวเองออกจากโลกปัจจุบัน ทำได้โดยหลับตาแล้วหายใจลึก ๆ จากนั้นก็สร้างจินตนาการถึงความฝันที่วาดหวังเอาไว้ หรือแม้แต่ความหลังอันแสนสุขที่เคยมีการดึงความสุขจากจินตนาการมาใช้จะ ทำ ให้เกิดพลังสร้างสรรค์ในหัวใจ และยังช่วยสลายความเครียดข้างในได้เป็นอย่างดี ทำแบบนี้เงียบๆ สัก 5 นาที รับรองรู้สึกดีแบบทันตาเห็น

Test Page

posted on 20 Mar 2009 12:05 by newbangplee

 

วิสัยทัศน์(Vision)

        ศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองใหม่บางพลี ต้องเป็นผู้นำด้านคุณภาพการบริการที่เป็นเลิศ มี ภูมิทัศน์ มีทืมงานที่เข้มแข็งด้วยคุณธรรมและจริยะธรรม รวมทั้งมีระบบสารสนเทศที่ทันสมัย ภูมิสถาปัตย์ ที่ดี ภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีสุขภาพ

พันธกิจ(Mission)

1.พัฒนามาตรฐานศูนย์สุขภาพชุมชนเพื่อให้ผ่านการพัฒนาและรับรองคุณภาพสถานีอนามัย

2.พัฒนาภูมิทัศน์ ภูมิสถาปัตย์ภายในและภายนอกอย่างต่อเนื่อง

3.พัฒนากลวิธีในการสร้างมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีสุขภาพ

4.พัฒนาการทำงานและพฤติกรรมบริการของทีมงานทั้งเชิงรับและเชิงรุก

5.พัฒนาระบบข้อมูลข่าวสาร โดยใช้ระบบสารสนเทศในการปฏิบัติงานเพื่อความรวดเร็ว ถูกต้องและทันสมัยและได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่ติดป้ายประชาสัมพันธ์ วิสัยทัศน์ พันธกิจ ให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในศูนย์สุขภาพชุมชนและประชาชนที่มารับบริการเห็นชัด